ในวันที่ฝนตากแดด vol.2

posted on 23 Nov 2009 17:32 by sainamsailom2007

               

  เขามาในขณะที่ความมืดเข้านอนแล้วสองชั่วโมง

บรรยากาศในซอยคล้ายภาพที่โมเน่ต์ยังไม่ได้วาด

หมอกบางๆ ลอยสวนกันไปมา เยือกเย็นราวน้ำแข็งในแก้วเหล้าเมื่อคืน

 เสียงรถเครื่องอึงอลอยู่ไม่นาน ก่อนมืออันสั่นเทานั้นจะบิดกุญแจ

ดับเครื่องลง เขาล้วงเอากุญแจห้องในกระเป๋ากางเกงเดนิมตัวโปรด

ที่สวมอยู่ ก่อนจะไขเปิดประตูเพื่อพาตัวเองเข้าไปยังที่นอน

เขาเลือกที่จะทอดกายลงข้างๆ ผ้าห่มลายดอกไม้ สีฉูดฉาด

ดูๆ ก็เหมือนภาพ โพสต์-อิมเพรสชั่นนิสต์ ของพอลโกแกง

เพียงแต่ดูหม่นมอมไปหน่อย ข้างๆ มีหนังสือของ รพินทรนาถ ฐากุร

กับหนังสือ ดอกไม้ของคนป่วย ของนักเขียนโนเนมอีสานวางซ้อนกันอยู่

ในขณะที่ความเงียบเลือกที่จะจากไปโดยการขับไล่โดยเสียงกรนในเวลาต่อมา

บางคนอาจแปลกใจว่าทำไมนักเขียนนิยมกินเหล้า

แต่คงไม่ใช่นักเขียนทุกคนแน่ ตราบคนดีคนเลวยังเดินสวนทางกัน

ไปมาอยู่ทุกวัน มันก็หมายถึงความแตกต่างย่อมมี เหรียญยังมีสองด้าน

ฉันใดก็ฉันใด  

เมื่อคืน... 

เขาที่อาจจะเข้าถึงองศาของความเมาด้วยดีกรีสุจริต

บริกรในร้านเนื้อกระทะมีสิทธิ์ทุกประการในการแดกเหล้า

ไม่ว่าจะยี่ห้อไหนๆ มีฉลากหรือไม่มี  หลังจากโยนกระทะเข้าเก็บเรียบร้อย

 ก่อนจะบรรจงกดเบอร์หล่อน อนงค์คนงามที่เขาหมายมั่นว่า

จะร่วมใช้ความรักร่วมกัน หล่อนเป็นสาวเชียร์เบียร์ยี่ห้อหนึ่ง

เมื่อก่อนหล่อนก็เคยเป็นบริกรร้านเดียวกันกับเขา

แต่ด้วยเอียนบรรยากาศ หล่อนจึงย้ายตัวเองไปอยู่บาร์แห่งหนึ่ง

ซึ่งบรรยากาศต่างกันเหลือเกินราวกับบ้านหนองกก กับย่านสาทร กทม.

 โดยปกติหลังเลิกงานเขาจะควบรถเครื่องไปรับหล่อน

แต่วันนี้กลับไม่เหมือนเดิม หล่อน ว่าที่อยู่ของหัวใจเขา

เลือกที่จะเปลี่ยนเส้นทาง หล่อนรู้ดีว่าเบาะกำมะหยี่สีตูดลิง

ภายใต้หลังคาใหม่เอี่ยม ย่อมดีกว่าเบาะขาดๆ บนเครื่องยนต์ซอมซ่อ                  ใครว่าอาการอกหักเลือกที่เกิด ใครคนนั้นอาจคงยังไม่ได้เกิด

มีคนหนึ่งว่า ความรักกับการอกหักเป็นฝาแฝดกัน (อันนี้ควรใช้วิจารณญาณ)

 เขาเลือกที่จะนั่งร้านสุราคนเดียวเขาไม่ร้องคาราโอเกะ ไม่ใช่ไม่ชอบ

 (เขากะว่าจะประหยัดมากกว่า)

ปรัชญาตะวันออกหลายเล่มที่เขาละเลียดหลังเลิกงาน

นวนิยาย เรื่องสั้น บทกวี ธรรมะนั่นไม่ได้ช่วยอะไรเลย

สำหรับความปวดร้าวที่บังเกิดกับเขาหลายคำถามเลือกที่จะวนเวียน

อยู่ในหัวเขา ก่อนจะค่อยๆ จางไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอร์ครอบงำ

ขณะสัมปชัญญะเกี่ยวก้อย เพื่อนกันเองเต้นรำบนฟลอร์ซีเมนต์

โดยมีดนตรีขบถอีสานขับกล่อม ความไม่เคยหอบผ้าผ่อนหนีไป

จากเขาตั้งแต่สุราแก้วแรกแล้ว หรืออาจจะเป็นก่อนหน้านั้นแน่นอนเขา

ไม่เคยดื่มด่ำสุรามาก่อน แม้แต่กะแช่ หรือสาโท

เขายังไม่เคยให้มันได้แตะปลายลิ้น

ห่า ...แม่งอะไรว่ะ ไม่กินเหล้า โกนหัวบวชเลยดีกว่ามั้ง

บ่อยครั้งที่คำสบถจากปากพ้องเพื่อนลอยเข้าหูเขา แต่เขาก็ได้แต่ยิ้มๆ

 ปล่อยลมปากค่อยๆ จางไปกับราตรีที่เหลือ

ไอ้น้อง..ขอเหล้าพี่อีกขวด เขาเริ่มเสียงดัง ขณะเสียงเพลงยัง

บรรเลงลอยปนมากับกลิ่นดีกรีอาบความมืดและควันบุหรี่                                   

 

ในวันที่ฝนตากแดด vol.1

posted on 19 Nov 2009 09:40 by sainamsailom2007

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรยากาศบางเบาใต้เพิงสังกะสีหลายแดดนั้น เสียงทีวีดังกว่าเสียงสนทนาของสองหนุ่ม (เก่า)

ผู้ที่แทบจะสำรอกบทกวีแทนคำพูด น้ำหมักยีสต์ (yeast) หรือ ส่าเหล้า สองหรือสามขวดเอกขเนก

ข้างๆ ถ้วยอุเพี้ย ดนตรีบรรเลงประกอบภาพยนตร์ตะวันตกคลับคล้ายของ Kitaro โรแมนติก บัดซบ!

อาจแปลกแปร่ง แต่ก็ดูลงตัวในร้านลาบกลิ่นแดดบ่ายอ่อนๆ

ไทยบ้านชนนั่งคุยกันพอได้ยินในกลุ่ม เขาไม่กินเบอร์เบิ้นกับโคล่า หรือค็อกเทลผสมแบบอเมริกันชน

 ไม่ใช่เขาไม่รู้จัก แต่เขาไม่มีเงิน อีกอย่าง เจ้าของร้านลาบเพิงสังกะสีคงลำบากใจหากเขาเรียกร้อง

เหล้าขาวคือทางเลือกที่ดีที่สุด

ระยำ! กูลืมซื้อส้มตำ อีแพร้วเอากูตายแน่ เดี๋ยวกูขอตัวทำหน้าที่ก่อนแล้วกัน 

ชายหนุ่ม ที่ดูจากหน้าตาแล้วน่าจะพอบอกได้ว่าบนบ่าบอบบางนั้นน่าจะแบกอายุได้ไม่ถึงเลขสอง

เออ...ไอ้ห่า..เมียนะโว้ย เมีย ไม่ใช่แม่ คนร่างโย่งสีหน้าขึงขัง แต่ไม่รับกับหนวดที่ไว้เท่าไหร่

สบถอยู่หลังจานก้อย ขณะในมือถือแก้วเหล้าขาวแน่น

ถัดมาทางซ้าย อีกวงสนทนา หญิงสาวในชุดนักศึกษากับแฟนหนุ่มกำลังสบตากัน ดูแล้วน่าจะเป็นการออกเดท

ครั้งแรกของทั้งสอง อาการเหนียมของทั้งสองดูจะสร้างความรำคาญแก่บริกรสาว หรืออาจจะสร้างความอิจฉา

กับสองกวี บ่าวไทยบ้านในที ตราบกลิ่นลาบยังเกี่ยวก้อย น้ำหมักยีสต์ ร่วมถกบทกวีอย่างกันเอง หรือรสชาติก้อย

ยังกลมกล่อมติดปลายลิ้นบ่าวไทยบ้าน เสวนาผ่านว้อดก้าดีกรีสูง ไม่ถึงกับต่ำในรสนิยม และตราบกลิ่นอบอวลนี้

ยังเว้งคว้างแต่ไม่โลเลที่จะเป็นพยานรักของสองนักศึกษา จะเป็นอะไรไปหากสังกะสีจะยินยอมให้แดดโลมเลีย

แบบไม่เสียชาติเกิด 

 

   

 

เราเลิกกันเถอะ

อืม...ฉันไม่มีคำตอบ ทำได้เพียงมองหน้าเธอ คนที่ฉันรักที่สุด

ได้ยินไหม

ไม่มีคำตอบใดจากฉัน มีเพียงหยดน้ำตา

แล้วเธอก็จากฉันไป

อาจเพราะความรักของฉันมอมแมม หรือมอซอเกินไปที่เธอจะรับได้

ดอกไม้มอซอกับแจกันมากความงาม ไหนเลยจะคู่ควร

รอยยิ้มของฉันล้าอ่อน ไม่ต่างรอยยิ้มเธอที่มีให้ฉันวันนี้

รอยยิ้มเธอสดใส ไม่ต่างรอยยิ้มเขาคนนั้น

ฉันรู้ว่าเธอกำลังมีความรัก

และฉันก็รู้ดีว่าฉันกำลังอกหัก

ไม่เป็นไร ยังไงฉันก็ยังรักเธอได้นี่

เห็นเธอมีความสุข ฉันควรจะทุกข์งั้นหรือ

ฉันควรจะดีใจใช่ไหมเธอ

อืม...แต่ทำไมฉันปวดใจจัง

ในวันที่ไม่มีเธออย่างนี้

ฉันไม่ค่อยชินเท่าไหร่

ฉันคิดถึงเธอจัง

โลกไม่ได้หายไปเมื่อฉันหลับตา

เธอก็เหมือนกัน

ดอกไม้มอซออย่างฉันควรพักผ่อนเสียที

เพราะฉันไม่มีแรงจะส่งกลิ่นความรู้สึกดีให้ใครอีกแล้ว

ฉันควรจะฝังตัวเองลงบนผืนดินของตัวเองเสียที

มันอาจจะมีประโยชน์บ้าง อย่างน้อยก็เป็นร่มเงาให้พื้นดิน

เป็นเพื่อนไส้เดือน

อืม...ยังดีกว่าไร้ค่าบนความไม่มีตัวตนของตัวเอง

 

หลายวันแล้วที่ฉันเฝ้าแต่คิดถึงเธอ 

เราเจอกันครั้งแรกในอ้อมกอดความหนาว ท่ามดวงดาวที่ฉันไม่รู้จักชื่อ

เธอตื่นเต้นดีใจ

ขณะฉันร่ำไห้กับความรักที่จากไปไกลเหลือเกิน

บังเอิญหรือ

ที่ผ้าพันคอกลิ่นความรู้สึกดี (มันน่าจะเป็นกลิ่นนี้ บรรยายยากเหลือเกิน) ของเธอ ถูกลมพัดมาตกตรงหน้าฉัน

แม้ความคิดจะบอกว่าเก็บมันให้เธอสิ

แต่รู้สึกว่าความเขินอายจะไม่เห็นด้วย

ขอบคุณค่ะ

เสียงของเธอนั่นเอง ที่ทำลายกำแพงแห่งความเขินอายของฉัน

มือฉันสั่น แต่รู้สึกว่าใจฉันจะสั่นกว่า

ก่อนฉันจะยื่นผ้าพันคอกลิ่นความรู้สึกดีให้เธอ

เธอยิ้ม ก่อนจะพูดว่า ขอบคุณคับ

ปล่อยฉันสงสัยกับความน่ารักของเธอนานสองนาน

ขณะดวงดาวบนฟ้ายังยิ้มให้กับใครบางคนที่ฉันไม่ทันได้ถามชื่อ

ไม่เป็นไร

เมื่อเข็มทิศของฉันไม่รู้จักทิศเหนือ

มันก็ดีเหมือนกัน

อย่างน้อย รอยยิ้มของเธอนั้น ฉันยังจำได้ดี..

 

ภาพพร่าแห่งเธอ

posted on 05 Nov 2009 18:58 by sainamsailom2007

เหมือนภาพพร่ามัวของศิลปินผู้แบกศิลปะไว้บนบ่ามาแรมปี

บางทีคล้ายวลีของกวีหนุ่ม ผู้มีลมหายใจเข้าออกประหนึ่งแรกแย้มของจุมพิตแห่งนางอันเป็นที่รัก

แต่ความจริงแล้วมันก็แค่มายาคติ

ไม่ใช่สิ

มือของใครเล่าจักคอยยึดยื้อ นำทาง ปลอบโยน ผลักไส ปาดเช็ดน้ำตา

หากไม่ใช่มือของเราเอง

ฉันเสียใจ

ฉันมิอาจเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดแทนความรู้สึกถึงภาพนี้ได้

เธอลองมองดูบนฟ้านั่น

พญาอินทรีโบยบินเฉี่ยวโฉบเหยื่อ หวังตะครุบด้วยกรงเล็บทั้งสอง หรือยื่นหยิบความตายก่อนการบอกกล่าว

ฉันพอทำเนา

แต่นี่

ฉันเสียใจ ฉันเสียใจ

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันบอกเธอได้ในเวลานี้

ฉันดีใจที่โลหิตแห่งฉันเพียงพอต่อการสร้างงานศิลปะแห่งเธอ

แต่ทำไมดูเธอคล้ายครุ่นคิดอะไรอยู่

ราวกับว่าในภาพยังมีจุดบกพร่อง หรือมีรายละเอียดบางส่วนให้ต้องเก็บอีก

เธอบอกฉันมาเถอะ

นัยน์ตาแห่งความเกรงใจของเธอที่ฉันไม่เคยจะบันทึกมันลงสมุด เพราะฉันจำมันได้ดีนั้น ฉันคุ้นเคย

หรือโลหิตของฉันไม่เพียงพอ

เป็นอย่างที่คิด เพราะอาการอ้ำอึ้งของเธอคือคำตอบ

ฉันคุ้นเคย

ไม่เป็นไร แม่สาวน้อย

แม้เธอจะหลงลืมสิ่งที่ฉันเคยให้เธอเมื่อหลายฤดูมาแล้ว

ไม่เป็นไร

เธอไม่ต้องกังวลกับความเสียใจของฉัน ฉันแค่ปล่อยน้ำตาเพื่อชะล้างบางอย่างในลูกตาของฉันไง

ใช่แล้ว ยิ้มอย่างนั้นแหละ

ฉันมีบางอย่างจะให้เธอ แม้ว่าเธอจะหลงลืมเจ้าสิ่งนี้ที่ฉันเคยให้เธอเมื่อหลายฤดูมาแล้วก็เถอะ

แต่ฉันคิดว่า มันสำคัญกับเธอนะ

เอาล่ะ

นี่มีด นั่นหัวใจ

ไม่ใช่ฉันไม่ได้หมายถึงหัวใจของใครเหล่านั้นที่เธอหวงแหนมันไว้ในกระเป๋าความรักของเธอหรอก

ฉันไม่อาจ

ใช่แล้ว

หัวใจที่แหว่งวิ่นในถังขยะนั่นไง

อาจจะดูมอซอไปหน่อย เดี๋ยวฉันจะเช็ดให้เอง

เพราะฉันคุ้นเคยกับมันดี

พอนึกออกแล้วใช่ไหม

โลหิตในหัวใจฉันไง

มันยังมีหลงเหลืออยู่

เอาล่ะ

ฉันไม่รบกวนเธอแล้ว

ฉันรู้ว่าศิลปินอย่างเธอต้องการสมาธิ

โปรดปล่อยมือที่หยาบกร้านของฉันเถอะ แม่สาวน้อย

ฉันเสียใจที่ฉันไม่อาจอธิบายภาพนี้ของเธอได้

ฉันเสียใจ

แต่หากฉันมีโอกาสเจอเธออีก ฉันจะอธิบายภาพนี้ให้เธอฟังแล้วกัน

โถฉี่หมายเลข 15

posted on 28 Oct 2009 09:05 by sainamsailom2007  in ETC

 

       ใครคนหนึ่งบอกผมว่า กาแฟเพิ่มความสามารถให้ดวงตา

ทฤษฎีนี้ดูเหมือนจะเคยใช้กับละคร หรือภาพยนตร์บางเรื่องของฮอลลีวู้ด

หรือแม้แต่ในหนังสั้นของผู้กำกับนิรนามแห่งบ้านหนองกุดเป่ง มหาสารคามมาแล้ว

หากกาแฟคือสัญญะของความสว่างความกระปรี้กระเปร่า

ไฉนเลยคอฟฟี่แมนอย่างผมถึงเป็นอยากหลับหลังกาแฟออกฤทธิ์ทุกที

จะว่าไปแล้วอาจเป็นเพราะความผิดปกติส่วนตัวของผมก็เป็นได้

ฉนั้นการหมิ่นประมาทกาแฟจึงถือเป็นความผิดพลาดโดยตรงของผมเอง

 แต่ที่แน่ๆ กาแฟทำให้ผมต้องการโถฉี่ อันนี้เป็นความจริงที่สุด

แต่ไม่ยักจะมีใครเคยบอกผมมาก่อนว่า กาแฟทำให้ต้องการโถฉี่

ซึ่งผมคิดว่าอาจเพราะความผิดปกติส่วนตัวของผมอีกก็เป็นได้

แต่อย่างไรก็แล้วแต่ คอฟฟี่แมนอย่างผมก็ยังยืนยันคำเดิมว่า

กาแฟทำให้ผมต้องการโถฉี่ 100%          

บทกวี เสียเจ้า ของ อังคาร กัลยาณพงศ์  เข้าใจความปวดร้าวในรักฉันใด

กาแฟก็ทำให้ผมต้องการโถฉี่ฉันนั้น อันนี้ไม่ได้ล้อเลียนแต่เรื่องจริง

วันนั้นผมปล่อยเวลากับการละเลียดคาร์ปูชิโน่อยู่นาน

พร้อมกันนั้นก็กวาดสายตาไปยังตัวหนังสือที่รุ่นน้องคนหนึ่งยื่นให้เมื่อวันก่อน

 ซึ่งผมเคยบอกกับเขาว่าอยากอ่านมานานแล้ว The Sickness Society

หรือเป็นแปลเป็นไทยก็คือ เรื่องคำสารภาพของคนป่วย

ของนักเขียนนามอุโฆษ ผู้ที่เคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสารชือ่ดังเล่มหนึ่งว่าเคยเห็น

ลีโอ ตอลสตอยส์ แก้ผ้าอาบน้ำ ผมอ่านไปขำไปในความขี้เล่นของ

นักเขียนท่านนี้ จะว่าไปแล้ว คนแปลก็ถือว่าไม่ธรรมดา

อาจเริ่มแปลตอนที่ตัวเองเริ่มป่วยใหม่ๆ เพราะถ้าแปลตอนป่วยหนัก

กว่านี้ผมว่าอาจเป็นหนังสือที่อ่านไม่รู้เรื่องแน่ๆ ผมอ่านจนถึงหน้าที่ 213

จากความหนาทั้งหมด 588 หน้า ไม่รวมปก ก่อนจะพักสายตาโดยการมอง

ไปยังโต๊ะข้างๆ ผู้คนรอบข้างดูเหมือนจะกำลังแหวกว่ายอยู่ในโลก

ของตัวเองอย่างเมามัน เช่น โต๊ะที่อยู่ติดกับบอร์ดโฆษณา มีหญิงสาว

คนหนึ่งเธอมาคนเดียว แต่ดูเหมือนเธอจะพูดอยู่กับใครคนหนึ่ง

ซึ่งอยู่ข้างๆ หูของเธอ บางครั้งดูเธอยิ้ม บางครั้งดูเธอเหนียมบิด

หนังสือนิตยสารสุภาพสตรีจนงอ หรือจะเป็นโต๊ะที่อยู่ถัดจากโต๊ะ

ที่ผมนั่งไปอีกสองโต๊ะ โต๊ะนี้ดูจะเป็นโต๊ะสวีท แบบว่าขอกาแฟ

ไม่ต้องการน้ำตาล หากตาผมไม่ฝาด ฟองกาแฟที่หมอนั่นสั่งกับ

หญิงสาวดูเหมือนจะเป็นสีชมพู อีกโต๊ะ โต๊ะนี้โต๊ะคนโสด

 แต่ภาพตรงหน้าที่ปรากฏอยู่ที่โต๊ะดังกล่าวกลับเป็นชายในชุดนักศึกษา

แบกน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 80 กิโลกรัม กำลังฝันถึงดอกไม้หอม

 ก็ว่ากันไปครับ โลกส่วนตัวของใครก็ของใคร         

แล้วสิ่งที่ผมกังวลก็มาถึง เมื่อกาแฟทำให้ความสามารถในการปวดฉี่เพิ่มขึ้น

 ทั้งที่วันนี้อัตราการฉี่ของผมเป็นครั้งที่แปดแล้ว จะว่ากระเพาะปัสสาวะรั่ว

ก็คงไม่ใช่ แล้วผมก็ตัดสินใจเดินไปยังห้องน้ำเพื่อปลดปล่อยความจำเป็น

บางอย่าง แต่ก็ต้องผิดหวังกับความปรารถนา

เพราะที่โถฉี่มีข้อความปิดอยู่ว่า น้ำไม่ไหล โถชำรุด ห้ามฉี่

ผมสบถในใจอย่างผู้ดีลืมคู่มือการเข้าสังคม ก่อนจะพาตัวเองออกมา

จากที่แห่งนั้นที่เขาเรียกกันว่าห้องน้ำ (ยังมีหน้ามาเรียกว่าห้องน้ำอีก

ห้องน้ำ น้ำไม่ไหล ก็หมายความว่า ไม่มีน้ำ ฉนั้นจะเรียกว่าห้องน้ำได้อย่างไร)          ก่อนโทสะจะพาโมหะเดินขบวน ผมจึงตัดสินใจยื่นรอยยิ้มพร้อม

ค่าตัวของสิ่งที่ทำเอาผมหงุดหงิดในวันนี้ให้บาริสต้าร้าน

ก่อนจะพาตัวเองแบกความรู้สึกที่ยากบรรยายมาที่ห้องน้ำสาธารณะ

 (ไม่ใช่กลางป่าแน่นอน ให้ตายเถอะคุณ ให้เกียรติผมหน่อย)

ตัวห้องน้ำแยกชายหญิงออกอย่างชัดเจน อยู่ห่างกันสองความคิดถึงได้

 (อันนี้ขำๆ ) ประมาณ  10 เมตร ผมพาตัวเองมาหยุดอยู่ที่โถฉี่หมายเลข 15

ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยความเป็นความตายในศัพท์ผมลงในโถฉี่หมายเลข 15

อย่างสำรวม เพราะเกรงโถฉี่จะชำรุดเพราะแรงดันของน้ำ+คาเฟอีน

ในอัตราที่พอเหมาะ               

แล้วผมก็กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง ขอบคุณโถฉี่หมายเลย 15

ผมสัญญาว่าผมจะแสดงความขอบคุณโดยการเขียนบางอย่างเกี่ยวกัคุณ.                                   

 

 

30 นาที สำหรับการเฝ้ารอบางอย่าง สำหรับเขาแล้ว

ฟิลาเดลเฟีย ชายหนุ่มผู้ใช้ชีวิตแบบเรื่องเล่า

เลือกที่จะนั่งในร้านกาแฟ เพราะมันเป็นที่เดียวที่เขาใช้หลงลืมเวลา

ที่ไม่ต้องการได้ดีที่สุด การได้มองไอกาแฟเต้นรำอย่างผ่อนคลาย

ในเสรีที่ได้รับ มันทำให้เขาซึมซับบางอย่างอย่างเข้าใจ

เวลานี้หนังสือสักเล่มกับการละเลียดตัวอักษรหลังแก้วกาแฟ

 สำหรับเขาแล้ว เงินคงหมดความหมายในการใช้นิยามความสุข

ฟิลาเดลเฟีย ชื่อนี้หลายคนอาจสงสัย ว่าทำไมหนุ่มสูงไม่ถึง 170

เซนติเมตร ผมดำ ผิวแดงดำผู้นี้ ถึงมีชื่อราวกับคนต่างชาติ

ทั้งๆ ที่มีความเป็นไทยเต็มตัว เรื่องของเรื่องคือ

พ่อของเขามีอาชีพเป็นตำรวจ พ่อของเขาเป็นตำรวจที่โจรได้ยินชื่อแล้ว

ต้องขยาดไปตามๆ กัน พ่อของเขาถือว่าเป็นตำรวจที่บ้างานพอดู

คดีทุกคดีที่ผ่านมาถึงมือพ่อของเขา แน่นอนต้องเป็นคดีที่ไม่ธรรมดา

 แต่พอมาถึงมือพ่อเขา ด้วยประสบการณ์ ความชำนาญการบางอย่าง

บวกกับการอุทิศตนเยี่ยงทาสผู้ซื่อสัตย์ ความง่ายดายจึงเลือกที่จะ

สวามิภักดิ์อย่างจำยอม พ่อของเขาใช้เวลาปิดคดีเพียงชั่วความพยายาม

ไม่ทันเหนื่อย แต่ความโดดเด่นเกินไปย่อมไม่ดีแน่

แล้วความเป็นตำรวจกระดูกเหล็กของพ่อก็เหลือเพียงตำนาน

ฟิลลาเดลเฟีย ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่อันตรายในอันดับต้นๆ ของอเมริกา

 นั่นหมายความว่าอาชญากร มาเฟีย ย่อมเดินกันขวักไขว่  

พ่อของเขาเคยมีความฝันว่าอยากจะเป็นตำรวจในฟิลลาเดลเฟีย

 แต่แล้วความฝันของพ่อก็ต้องจบ เมื่อลมหายใจไม่เอาด้วย

มันทิ้งพ่อกลางทาง แต่ก่อนพ่อจะจากไป พ่อได้บอกกับมือปืนนิรนาม

คนหนึ่งว่า กรุณาเถอะ ฟิลลาเดลเฟีย ขอให้เป็นชื่อลูกของผมด้วย

 แล้วมือปืนคนนั้นก็ไม่ปล่อยให้เหยื่อทรมานอีกต่อไป               

มือปืนนิรนามผู้นั้นก็คือเพื่อนตำรวจรุ่นเดียวกับพ่อ

ซึ่งต่อมาก็ตามพ่อไปเพียงเวลาไม่นานฟิลาเดลเฟียปล่อยเวลา

ผ่านไปในร้านกาแฟ พร้อมกับหนังสือเล่มหนึ่ง กาแฟหมดไปนานแล้ว

 แต่ประโยคบอกเล่าภายในหนังสือเล่มนั้นยังไม่จบ เขาค่อยๆ ละเลียด

จนบรรทัดสุดท้าย ก่อนจะถลกแขนเสื้อข้างขวาขึ้นมองดูเวลา 10.30 น.

 ได้เวลาแล้วเหรอนี่ เขารำพึงในใจ ก่อนจะหยิบเอายาในกระเป๋าเสื้อ

 

 

 

  1.

เธอเป็นหญิงสาวผู้ชื่นชอบทะเลเป็นชีวิตจิตใจ

ส่วนเขาเป็นชายหนุ่มผู้ไม่เคยเห็นทะเลเลยในชีวิต

เอาเป็นว่าให้หญิงสาวทักชายหนุ่มก่อนละกัน

ไม่ดีกว่า ให้ชายหนุ่มหลงทางแล้วไปถามทางหญิงสาว

ฉากขอเป็นเกาะช้าง ช่วงมรสุมเข้ากะทันหัน  

ชายหนุ่ม นักศึกษาเอกการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคาม

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสอบ ชายหนุ่มออกจากห้องสอบเป็นคนแรก

ไม่มีการเดินไปเจอหญิงสาว ไม่มีการเดินคนเดียวผ่านหน้ามหาวิทยาลัย ประตูเมือง สะพาน หรือแม้แต่ศาลพระภูมิ   

เขาเดินไปที่รถก่อนจะเปิดประตูขับออกไปอย่างรีบร้อน

ไม่ถึงสามนาที รถมินิสปอร์ตก็จอดอยู่ที่โรงรถ ก่อนที่เขาจะรีบร้อนเดินไปที่ลิฟต์กดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้น 5 อันเป็นห้องพักของเขา 

เป้สัมภาระถูกเตรียมไว้ตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว เขาเพียงแต่เขาอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และแบกมันขึ้นหลังไปเท่านั้น

ไม่นานมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็พาเขามายังสถานีขนส่ง เสียงแม่ค้า เสียงเด็กรถ เสียงคนคุยโทรศัพท์ เสียงเครื่องยนต์ เสียงด่าทอ

เสียงประกาศ เสียงนั้นดังอยู่นานก่อนจะเงียบลงเมื่อเขาก้าวขึ้นรถปลายทางของเขาคือเกาะช้าง

ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบสุงสิงกับใคร ชอบทำตัวโดดเดี่ยว เขาจึงต้องมีบางอย่างไว้เป็นเพื่อน

นั่นก็คือเครื่องเล่นเพลงแบบพกพา เขาใช้มันหยุดความเงียบรอบข้าง เขาไม่ใช่คนที่ชอบหลับเวลาเดินทาง

เพราะเขากลัวการหลงทาง เขาคิดว่าอย่างน้อยการเดินทางของเขาก็น่าจะได้อะไรบ้างระหว่างการพบเห็นตามรายทาง

 แน่นอนอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือหนังสือ เขาพกหนังสือติดตัวเสมอ เขาบ้าอ่านหนังสือ บ้าฟังเพลง บ้าดูหนัง

แต่เขาไม่ใช่คนบ้าแบบไม่รู้ความหมายของลมหายใจ หรือคนบ้าแบบชอบยิ้มไม่รู้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นอย่างไร

เพราะมันเป็นครั้งแรกที่เขาเดินทางคนเดียว ปกติแล้วแม้ว่าเขาจะไม่ชอบสุงสิงกับใคร หรือขี้ร้อนไม่ชอบใกล้ใคร

แต่เขาก็ไม่เคยเดินทางคนเดียวเหมือนครั้งนี้ อย่างน้อยเขาจะมีเพื่อนกินไปด้วยเสมอ แล้วเขาก็หยิบรูปใบหนึ่งขึ้นมา

เป็นรูปหญิงสาวในชุดนักศึกษา กำลังชูมือสองนิ้วสู้ตาย ยิ้มอย่างเข้าใจความสุข เขาไม่รีรอที่จะอมยิ้มตอบคนเดียว

มันเป็นจุดหมายของเขา  เขามาถึงสะพานปลาก็เกือบค่ำ นั่งเรือต่อไปยังเกาะอีก 30 นาที ก่อนจะหลับอย่างมีความสุขเอกเขนกอยู่เคียงข้าง

 พระอาทิตย์จมน้ำไปนานแล้ว เขายังคงนิ่งอยู่บนที่นอนบังกะโล ก่อนเสียงโทรศัพท์จะดังขึ้น

สวัสดีครับ

เขาเอง ตัวเองมาถึงยัง

ยังไม่ถึงไหนเลย เขาว่าจะออกเช้าๆ ไปถึงนั่นก็คงมืดพอดี

โอเค เขาว่าจะบอกว่าวันนี้เขาไม่ว่าง พรุ่งนี้เจอกันละกัน ขับรถดีๆ ด้วย 

เขาเริ่มครุ่นคิด ขณะเวลาเดินผ่านหน้าเขาไปแล้วไปเล่า จนความเงียบเริ่มส่งเสียงดังขึ้น

ขณะเสียงคลื่นลมทะเลยังกลั่นแกล้งมันอยู่อย่างนั้น แต่ความเงียบก็คือความเงียบโลกของความเป็นจริงยังคงลึกลับซับซ้อน

แต่ก็เทียบไม่ได้กับโลกส่วนตัวของเขาที่ดูจะเหมือนถูกมายาทับซ้อนเสียมากกว่า เขาลุกอาบน้ำ

ก่อนจะพาตัวเองออกมารับบรรยากาศใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นสักเท่าไหร่กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดรูปฮีโร่ยุคปรัชญารุ่งเรืองตัวเก่ง

ยังคงเป็นชุดลำลองตัวเก่งของเขาทะเลสีดำ ทำให้ฉันกลัว...บทเพลงนี้เขาถึงกับหยุดชะงัก ก่อนจะมองออกไปจนสุดสายตา

ความกว้างใหญ่แห่งผืนน้ำ การส่งเสียงดังของบรรดาคลื่น เขาเริ่มรู้สึกว่าโลกกลมๆ ใบนี้ยังมีอะไรที่ทำให้เขาอัศจรรย์ใจ

อย่างยิ่งการได้รู้จักกับทะเลเป็นครั้งแรก อาจจะเป็นมุดหมายอันดีสำหรับครั้งต่อไป   

ร่างกายต้องการทะเล หัวใจต้องการมีเธอ ....

 เสียงเพลงดังลอยมาจากร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งกักเก็บหญิงสาวผู้ชื่นชอบทะเลเป็นชีวิตจิตใจ 

2.

ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเดินมาไกลเหลือเกิน แม้จะเดินทางมาไกลเพียงใด

แต่เขาก็รู้ดีว่าเสียงคลื่นทะเลไม่เคยขาดหายไปเลย  

คลื่นลมไม่ฮาไม่เฮ ถ้าทะเลไม่มีเธอ ...

เสียงเพลงเริ่มดังชัดขึ้นเรื่อยๆ ขณะชายหนุ่มตัดสินใจที่จะเดินไปยังต้นเสียงนั้นไม่นาน เขาก็มาถึงร้าน I SEA U

เขาถึงกับทึ่งในความคิดของคนตั้งชื่อร้านก่อนจะสั่งเบียร์เย็นๆ กับบริกรภายในร้าน เขาเลือกที่จะนั่งอยู่มุมซ้ายของร้าน

ด้วยเหตุผลที่ว่าจะได้มองหน้าทะเลชัดๆ เบียร์ขวดที่สามทำหน้าที่ของมันอย่างสัตย์ซื่อ มิต่างเขา

ชายหนุ่มผู้พึ่งได้เห็นทะเลเป็นครั้งแรกในชีวิตแต่แล้วเหตุผลที่ว่านั่งตรงมุมซ้ายของร้านจะได้มองหน้าทะเลชัดๆ

ก็ตกไป เมื่อภาพตรงหน้าเป็นภาพหญิงสาวผู้ที่ทำให้เขาต้องมาที่นี่ การจะเซอร์ไพรซ์แฟนสาวของชายหนุ่มดูเหมือนว่า

จะถูกเซอร์ไพรซ์ซะเองเสียมากกว่าฟ้ามากับหนุ่มอีกคนที่ดูจะสนิทสนมกันเป็นพิเศษก่อนทั้งคู่จะนั่งลงที่โต๊ะ

ตรงข้ามกับโต๊ะของชายหนุ่ม แต่ด้วยแสงไฟจึงทำให้ทั้งสองมองไม่เห็นชายหนุ่ม แต่ชายหนุ่มกลับเห็นพวกเขา

ทั้งสองอย่างชัดเจนขวดเบียร์หลายขวดกองอยู่บนโต๊ะของชายหนุ่ม จนกล่องกระดาษทิชชู่จำต้องย้ายไป

อยู่บนเก้าอี้อีกตัวที่ติดกับเก้าอี้ที่ชายหนุ่มนั่งนับเป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มเมาอย่างไม่รู้เสือรู้ปลาอย่าพูดถึงสัมปชัญญะเลย

 เขาถอดมันออกตั้งแต่เบียร์ขวดแรกแล้วแล้วดีกรีก็สยบชายหนุ่มลงได้เมื่อเวลาประมาณตีหนึ่งกว่าๆ

ชายหนุ่มเมาฟุบลงบนโต๊ะจนกระทั่งเช้า ร้าน I SEA U ยังคงเงียบอยู่ ก่อนชายหนุ่มจะเริ่มรู้สึกตัว เรียกสติกลับคืนมาอีกครั้ง

 นี่เราหลับไปได้ไงว่ะ แม่งยุงเยอะชิบ

ชายหนุ่มบ่นพึมพำ ในใจกลับคิดถึงหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อคืน

ใช่ยุงเยอะ และคนอย่างคุณก็เยอะเหมือนกัน เสียงนั้นใสพอที่ชายหนุ่มจะประมาณได้ว่าคือเสียงหญิงสาว ไม่ใช่หญิงแก่แน่นอน

หมายความว่าไงชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย ก่อนจะมองไปยังที่มาของเสียง

ก็หมายความว่า คนป่วยอย่างคุณมีมากพอที่จะทำให้ยุงบนเกาะนี้อิ่มยังไงล่ะ หญิงสาวกล่าวขณะปัดกวาดทำความสะอาดร้าน

แล้วคุณรู้ได้ไงว่าผมป่วย ชายหนุ่มถามอย่างงงๆ

นี่คุณไม่รู้ตัวจริงๆ เหรอ ก็คุณเล่นร้องห่มร้องไห้รำพึงรำพันเสียขนาดนั้นหญิงสาวอธิบาย

พูดเป็นเล่นน่าคุณ ชายหนุ่มเริ่มแก้เขินด้วยการยิ้ม

คุณไม่เชื่อก็ตามใจคุณ แล้วหญิงสาวก็เดินลับหายไปหลังห้องครัวชายหนุ่มเริ่มปะติดปะต่อเหตุการณ์เมื่อคืนวาน

 ก่อนจะลุกขึ้นเดินตามหญิงสาวไปยังห้องครัว แต่ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะเดินไปถึง

หญิงสาวก็กลับมาพร้อมกับข้าวต้มทะเลร้อนๆ เมนูเด็ดของร้าน

 เอ้านี่กินก่อน เดี๋ยวจะไปเอาน้ำมาให้ หญิงสาวยื่นถ้วยข้าวต้มทะเลให้ชายหนุ่ม              

  ขอบคุณครับ  เหมือนกับเหตุการณ์หลังฝนตกยังไงยังงั้น ถ้านึกภาพไม่ออก ก็ถ้าเคยอ่านเรื่อง ทะเลสีรุ้ง ของ ศรีบุญเศษ มาตรชัย

 นักเขียนที่ราบสูงแล้ว จะพบว่าฉากที่รุ้งวลียืนร้องไห้กลางสายฝนนั้น ก็เหมือนกับชายหนุ่มกำลังร่ำเมรัยอย่างลำพัง

 ก่อนที่รุ้งวลีจะยิ้มได้เมื่อฝนหยุดตก และปรากฏรุ้งงามตรงหน้า                

 หากความหมายของการมีชีวิตคือการใช้ชีวิตอย่างใส่ใจ ทั้งชายหนุ่มและรุ้งวลีในทะเลสีรุ้งคงเข้าใจชีวิตมากขึ้น                

 นี่น้ำ เดี๋ยวก็ติดคอตายซะหรอก เมื่อวานก็พึงเผาไป ข้าวต้มติดคอตาย ฉันล้อเล่น 555+

หญิงสาวยื่นน้ำให้ชายหนุ่ม ก่อนจะพูดหยอกล้อตามนิสัยของเธอ              

  ขอบคุณครับชายหนุ่มกล่าวขอบคุณ               

 แล้วนี่คุณมาทำอะไรที่นี่ล่ะ  หญิงสาวถาม             

   มาหาแฟน ชายหนุ่มตอบ              

  แล้วเจอยังล่ะ  หญิงสาวเริ่มซักไซ้              

  เจอแล้ว ชายหนุ่มอมยิ้ม              

  ไหนล่ะแฟนคุณ หญิงสาวถามต่อ           

     นี่ไง ชายหนุ่มยื่นถาดอะลูมิเนียมให้กับหญิงสาว              

  อะนะ คุณนี่ร้ายกาจเหมือนกันนะนี่ หญิงสาวรู้ทัน ก่อนจะอมยิ้มขจัดความเหนียม

 แล้วคุณชื่อไรครับชายหนุ่มถามหญิงสาวที่ขณะนี้แก้มยังแดงอยู่               

 ซีหญิงสาวตอบ               

 ซีทะเลเหรอชายหนุ่มสงสัย

ซีท้องฟ้ามั้ง หญิงสาวยอกย้อน

อืม...นะชายหนุ่ม ทำท่าคารวะแบบจอมยุทธ์ ก่อนจะบอกชื่อตัวเอง

ผมคลองครับ

 คุณชื่อคลองหรอ หญิงสาวแสดงอาการตกใจนิดหน่อย

เปล่า...ผมล้อเล่น ให้ตายเถอะ

ผมชื่อตะวันครับ

ซัน  หญิงสาวเรียกครับ                

 3.

แล้วทั้งสองก็ได้รู้จักกันระหว่างหญิงสาวผู้ชื่นชอบทะเลเป็นชีวิตจิตใจกับเขา

ชายหนุ่มผู้ไม่เคยเห็นทะเลเลยในชีวิตชายหนุ่มกลับมาถึงห้องพักตอนสามโมงเช้า ก่อนจะรีบอาบน้ำแต่งตัว

ร่างกายต้องการทะเล หัวใจต้องการมีเธอ....

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นสวัสดีครับ ตัวเองถึงไหนแล้ว ขับรถดีดีด้วยนะ

ครับ

ชายหนุ่มยืนจ้องหน้าตัวเองอยู่หน้ากระจกเป็นเวลานาน ก่อนจะปิดประตูเดินไปยังเคาน์เตอร์เพื่อฝากกุญแจห้อง

 ลมทะเลยังเล่นล้อกับน้ำทะเลอย่างนั้น บางอย่างยังทำหน้าที่ของมันต่อไป แต่เขาชายหนุ่ม

กลับยังไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำอะไรแน่นอน เขากำลังสับสนกับบางอย่างในชีวิต

 เขามีความสุขกับรอยยิ้มของหญิงสาวซีกับข้าวต้มทะเลของเจ้าหล่อน และความขี้เล่นของเธอเขาหน่ายกับ

อาการตอแหลของหญิงสาวที่เขาไม่เคยไม่คิดถึงเอาเป็นว่า ฉากยังเป็นเกาะช้าง แต่ขอตัดช่วงมรสุมเข้ากะทันหันออกแล้วกัน 

 ชายหนุ่มเดินกลับไปยังเคาน์เตอร์ ก่อนจะขอกุญแจห้อง               

 ก่อนจะแกเป้มุ่งหน้าไปยัง I SEA U                

 ชายหนุ่มมอบดอกกุหลาบให้กับซีหญิงสาวผู้ชื่นชอบทะเลเป็นชีวิตจิตใจ 

 ก่อนจะลากลับในเวลาต่อมา               

ขอบคุณสำหรับทุกๆ อย่างครับ โดยเฉพาะมิตรภาพ ขอบคุณครับ              

  ขอบคุณสำหรับดอกไม้ค่ะ สวยมากค่ะ            

    ...........................................  

 

บ้าง

posted on 12 Oct 2009 13:04 by sainamsailom2007  in POEM

 

 

 

ฟังบทเพลงและเรื่องราวของชายหนุ่ม

ที่ริมมุมรอบข้างด้วยความหลัง

ฝนก็ตกฟ้าก็ร้องส่งเสียงดัง

ยังกระซิบเพียงลำพังอยู่อย่างนั้น

 

เพลงส่งเสียงให้กระดาษช่วยบอกเล่า

ความใหม่-เก่า-ดัง-เบาอันอัดอั้น

ระหว่างชั่ววูบเวลาแห่งคืนวัน

ให้ผ่านผันเลยล่วงสู่สมดุล

 

จบบทเพลง...กระดาษเรื่องราวดูว่างเปล่า

มีเพียงความเงียบเหงาที่เคยคุ้น

ยื่นมือน้อยๆ แทนคำขอบคุณ

กับรอยยิ้มอบอุ่นที่คุ้นเคย

 

เรื่องกล้วยไม้

posted on 01 Oct 2009 10:30 by sainamsailom2007

 

หากกล้วยไม้ที่ข้าพเจ้าบรรจงให้น้ำ เติมความรักให้ทุกวันต้นนี้ จะพอเห็นใจข้าพเจ้าหยิบยื่นรอยยิ้มผ่านดอก หรือหยิบยื่นความรื่นรมย์ผ่านการเกี้ยวพาของสายลมบ้าง บางทีข้าพเจ้าคงจะหลงลืมความไม่ดีบางอย่างได้บ้าง

                อ่างปลาหางนกยูงหลังห้อง เงียบเหงา เพราะอาหารพึ่งหมดเมื่อวาน ข้าพเจ้ายังไม่ได้ออกไปหามาให้ แน่นอนข้าพเจ้าดูเหมือนจะไม่กระตือรือร้นสักนิด ทั้งที่สิ่งมีชีวิตหลายตัวกำลังรออยู่อย่างจดจ่อใต้ร่มแหน  หรือข้าพเจ้าเห็นชีวิตเป็นเรื่องเล่นๆ สีสันของปลาหางนกยูงยามมันแหวกว่ายในน้ำ กับการอาบแสงแดดยามเช้า คุณคิดดูเองละกันว่ามันงดงามขนาดไหน มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตข้าพเจ้าสิ่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่ทำไมข้าพเจ้าถึงต้องจมจ่อมกับอะไรก็ไม่รู้ที่ข้าพเจ้าดูจะไม่สนิท ความสนิทสนมพวกคุณก็น่าจะรู้ว่านิยามหรือความหมายของมันเป็นอย่าไร อย่างน้อยการจะสนิทสนมกับอะไรซักอย่างก็น่าจะใช้เวลาเป็นวัตถุดิบไม่น้อย แต่นี่อะไรข้าพเจ้าไม่เข้าใจ

                ทำไมข้าพเจ้าถึงได้ปล่อยปละละเลยสิ่งที่ข้าพเจ้าคุ้นเคยสนิทสนมอย่างไม่แยแส เสมือนไม่เคยรู้จักกัน หรือไม่เคยร่วมสร้างอดีตด้วยกัน ให้ตายเถอะ...

            วันนี้ฝนยังคงตกทั้งวัน อากาศภายนอกดูชุ่มฉ่ำ แต่อากาศภายในใจข้าพเจ้าทำไมดูอบอ้าวผิดปกติ อาจคงเพราะกาแฟร้อนแก้วที่สองระหว่างรอความฟุ้งซ่านแต่งตัวเป็นแน่

                คิดถึงคนที่ไม่ได้ไปหา จะว่าไปแล้วคุณอารักษ์ อาภากาศ คงจะเขียนเพลงนี้โดยความคิดถึงจริงๆ มันจึงไม่แปลกที่ข้าพเจ้าจะเพิ่มความคิดถึง ถึงใครบางคนมากกว่าเดิม

               

หรือเพียงสายลมบางบาง ที่มิเคยรู้ตัวเอง

ความเหงาเช้าค่ำยังดูโดดเดี่ยวเพราะไม่มีใครต้องการ

ดวงอาทิตย์ยังคงรอช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะได้สบตาพระจันทร์

หรือเธอเพียงมายาที่ถูกสร้างโดยความไม่เอาไหนของตัวฉันเอง

ไม่สิ...

เธอมีตัวตนจริง

.............................................................