เช้าชื่นของความรัก
posted on 29 Aug 2011 14:58 by sainamsailom2007
เหมือนความเศร้าสีไวโอลินขับร้องทำนองร้อนรน
คล้ายฉันพร่ามัว
เช่นเคย
ความเป็นฉันเลือกที่จะยืนมอง รับรู้ฤดูกาล รับรู้ความเป็นไป
นิ้วก้อยแห่งเวลาอาจไกลเกินเอื้อมสำหรับฉัน
แม้อยากสัมผัส
แม้อยากรับรู้
แม้อยากยื่นยิ้ม
ปล. ขณะซึมซับ Lucky ของ Jason Mraz พร้อมกับขบกาแฟและชีวิตขมๆ ha-ha
แดดยามสายกับสายลมหลังฝนพรำ
posted on 03 Jun 2011 10:00 by sainamsailom2007 in ETC
ฝนหลงฤดู
posted on 15 Dec 2010 09:03 by sainamsailom2007
ความทรงจำชั่ววูบ
posted on 14 Oct 2010 09:12 by sainamsailom2007
ผัน เตาปูน
posted on 11 Oct 2010 09:21 by sainamsailom2007
“พี่ รอผมแป๊บนึงนะ ผมจะไปเอาตังค์มาจ่ายให้”
ทุกครั้งที่ประโยคนี้หลุดออกจากปากของ ผัน เตาปูน
นั่นหมายถึงวันนี้จะต้องมีคนขับแท็กซี่คนใดคนหนึ่งถูกหลอกแน่นอน
ซอยโรงปูนวันนี้ดูเงียบผิดปกติ ผัน เตาปูน รู้สึกถึงความผิดแปลก
“ผู้คนมันไปไหนกันหมดว่ะ”
“หมาซักตัวก็ไม่มีให้กูเตะ” ผันสบถ ก่อนจะถ่มน้ำลายเพราะแมงเม่าบินเข้าปาก
“ไอ้ห่าแมง...ถุย”
ผัน เตาปูน ทำงานรับจ้างรายวันอยู่แถวดินแดง งานขัดพื้นปาเก้
คืองานที่เขาทำมาเกินสิบปีแล้ว
ถ้าพูดถึงฝีมือแล้ว หากมีการจัดอันดับเหมือนกับนักกีฬาอาชีพ
ผัน เตาปูน คงอยู่อันดับต้นๆ ของช่างขัดพื้นปาเก้
แม้แต่ฝีมือการปูปาเก้ก็หายากหากจะมีใครมาแข่งกับ ผัน เตาปูน
บ้านนายกรัฐมนตรีหลายคนล้วนแล้วแต่ผ่านมือผ่านตีน ผัน เตาปูน มาหมดแล้ว
ไม่ว่าลูกค้า ผู้ว่าจ้างจะต้องการลายไหน ก้างปลา 2หรือ 3 ลายยกดอก
ลายหมากรุก ผัน เตาปูนทำได้ทุกอย่าง ด้วยเป็นอาชีพที่ทำมานาน
เรียกได้ว่าแทบจะแบกความชำนาญอย่างเบาหวิว ด้วยความชำนาญของ
ผัน เตาปูน จึงยากนักจะหาใครมาเทียบทาน ผันเป็นคนเตี้ย เกือบอ้วน
เป็นคนอารมณ์ดี แต่ในบางครั้งก็ตรงข้าม ผัน ชอบกินเหล้า
แต่ผันก็ตื่นไปทำงานแต่เช้า ผัน เตาปูน รู้จักกับนักการเมืองและคนสำคัญของประเทศหลายคน
นั่นไม่ใช่เพราะการติดตามข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือตามวิทยุโทรทัศน์
แต่ด้วยอาชีพที่เขาทำ แต่ถึงแม้ว่า ผัน เตาปูน
จะได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีความชำนาญด้านงานปูปาเก้ ขัดปาเก้
แต่ ผัน เตาปูน ก็ยังอาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็กๆ ที่นอน ที่กิน
ที่หยอกเอินกับเมีย เป็นที่เดียวกัน
พูดถึงห้องน้ำหากวันไหนปวดหนักล่ะก็...
เป็นอันว่าห้องข้างๆ รับรู้กันถ้วนหน้า
“ไง ผัน กลับดึกนะวันนี้”
“พอดี มีประชุม”
“แล้วมาจากไหนกันล่ะ”
“ไปดูหน้าขโมยมา”
ผันเปิดบทสนทนาสนทนากับลุงสมคนขายของชำในหมู่บ้าน
ผันเดินมาถึงหน้าศาลหัวมุมของซอย ก่อนจะยกมือไหว้
แล้วลูบหัวที่มีผมอันน้อยนิดของตัวเอง
“ไหว เปิดประตูหน่อย”
“เดี๋ยว”
ไม่นานนักประตูไม้ที่ปะแล้วปะอีกก็ถูกเปิด พร้อมกับ เมียแสนสวยของเขา
“มีอะไรกินบ้างนี่”
“แล้วเขาประชุมอะไรกันล่ะ”
“ฉันจะไปรู้ได้อย่างไรล่ะ ไม่ใช่คณะกรรมการ”
“เออ ฉันรู้อยู่ อย่างเธอ กรรมกรพอได้อยู่”
ผัน เตาปูน หัวเราะ ก่อนจะบรรจงม้วนตำลึงลวกจิ้มน้ำพริกปลาทู
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.thisnext.com/show/item-images/4ED6E3F1/8AE5BC88/
อุ่นคิดถึง ไยหนาวน้ำตา
posted on 07 Oct 2010 09:53 by sainamsailom2007
คืนนี้
ดอกฝนเบ่งบาน
ท่ามแสงราตรีอมความเหงา
ขณะความโศกเศร้าของใครบางคนเคว้งคว้างไร้ที่พักพิง
ไม่มีจันทราให้มองหน้าเธอ
มีเพียงอ้อมกอดของความเหงา
เรื่องเล่า
ความหลังของความรัก
อุ่นคิดถึง
ไยหนาวน้ำตา
ฉันยังเฝ้ามอง
ดอกฝนเบ่งบาน
แม้หนาวเหน็บลำพัง
ขอบคุณภาพประกอบจาก : crying_and_alone-13002.bmp
มหานครแห่งความฝััน : ความดายเดียวในวานวัน
posted on 06 Oct 2010 11:48 by sainamsailom2007

เสียงเพลงลูกทุ่งขับคลอ
ขณะเสียงดีเจพูดแทรกเป็นระยะ
นาฬิกาข้างฝาบอกเวลาสองทุ่มสามสิบสามนาที
แปลกด้วยหรือที่เขามีเพื่อนรุ่นพ่อ?
ประยุทธ กึ่ม พึมพำกับตัวเองผ่านความคิดที่คอยรบเร้า
แต่จะเป็นไรไป... อย่างไรซะแกก็เป็นคนที่เราให้ความเคารพ...
ฟ้าคืนนี้สีเดิม หม่นหมอม ไม่ต่างอารมณ์ของเขาเท่าไหร่
เบียร์คือคู่มือท่องราตรี ขณะบทสนทนาเปรียบกับแกล้ม
ไม่แปลกหากจะมีใครมอง ประยุทธ กึ่ม ด้วยสีหน้าและแววตาเอือมระอา
และไม่แปลกอีกเช่นกันที่เขาจะซุบซิบนินทาอย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่จะเป็นไรไป...
วันนี้ ประยุทธ กึ่ม เดินแหวกผู้คนบนรถเมล์ บนสะพานลอย
บนห้างสรรพสินค้า ในตลาดนัด ซอยหมู่บ้าน
ก่อนจะมานั่งลงใต้ต้นหูกระจง ปล่อยเหงื่อไคลไหลย้อย
ตราบกรุงเทพฯ ยังมีพื้นที่ให้เขาได้เหยียบยืน
ลมหายใจยังไม่หอบผ้าหอบผ่อนหนีไปจากเขา
และ
ตราบวันนี้ยังมีพรุ่งนี้ให้สืบทอดเจตนารมณ์
จะเป็นไรไป...
หาก เขา ประยุทธ กึ่ม จักยังยิ้มได้ ท่ามความเดียวดายในวานวัน
เหมือนวันคืนเลื่อนลอย
ปล่อยใจดายเดียวอ้างว้าง
หรือชีวิตคล้ายเรืออับปาง
ท่ามกลางความแหว่งวิ่นของตัวเรา
อยากปล่อยเศร้าหมองลอยคอ
นั่ง-นอนหัวร่อจนแก่เฒ่า
ลืมทุกข์-สุขดื่มดำ่ความมึนเมา
ก่อนรบเร้าใจตนให้รู้พอ
แต่ดูเหมือนร่างกายจักพ่ายแพ้
ขณะภายในนั้นย่ำแย่แท้หนอ
แม้ปอกเปลือกเลือกทางเดินมิรั้งรอ
ก็คล้ายตอโผล่ผุดไร้คนมอง
โลกอาจกว้างใหญ่กว่าฝ่ามือ
แต่โลกก็เล็กกว่าฝ่าเท้าที่เราท่อง
ขนบชีวิตมีธรรมเนียมตามครรลอง
ขนบความคิดอยากครอบต้องตามเลย
แม้วันคืนจักเลื่อนลอย
ใจจักเดียวดายเหมือนเคย
หากแต่ชีวิตมีปิดมีเปิดเผย
ไฉนเลยจักต้องกลัวหัวใจตน.
ขอบคุณภาพประกอบจาก Alone_by_Hidden_target.jpg
มหานครแห่งความฝัน : กาใส่ชาที่ชื่อขวด
posted on 20 May 2010 08:47 by sainamsailom2007วันนี้เป็นวันแรกสำหรับการทดลองงาน เขารู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ
เสื้อเชิ๊ตสีฟ้าไข่นกเอี้ยง กับกางเกงแสล็กสีเปลือกมะพร้าวแก่
ดูลงตัวเหลือเกินกับไม้แขวนเช่นเขาประยุทธ กึ่ม ได้งานเป็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์อักษรของหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่ง
ซึ่งเขาบังเอิญอ่านเจอในประกาศรับสมัครงานจากหน้ากลางของหนังสือพิมพ์หัวดังกล่าว
เจ้าของรับเขาเข้าทำงานโดยไม่ได้คาดคั้นหรือถามอะไรเกี่ยวกับเขามากมายเลย
จะมีก็แต่ถามว่าจะไหวไหม เพราะต้องทำงานทุกวันเวลา
เริ่มงานและเลิกงานก็ไม่เหมือนกับชาวบ้านเขา คือเข้างาน 5 โมงเย็น เลิกงาน ตีหนึ่ง
อันเป็นเวลาปิดต้นฉบับของหนังสือพิมพ์ในแต่ละวัน แต่พอเจ้าของรู้ว่า ประยุทธ กึ่ม
จบเอกภาษาไทยมา และพอมีความรู้เกี่ยวกับการแต่งหน้าทาเล็บตัวหนังสืออยู่บ้าง
สมัยเรียน เจ้าของเลยไม่มีอะไรสงสัยในตัวเขาเลยแม้แต่น้อย ประยุทธ กึ่ม ตัดสินใจแบบลืมสัมปชัญญะไปเลย สามเดือนสำหรับอาชีพหางานของเขามันจบลงแล้ว เขาว่า อาชีพจับผิดตัวหนังสือ เลยเป็นอาชีพใหม่สำหรับเขาแม้ว่าจะไม่ต้องตื่นเช้าเหมือนพี่สาวและพี่เขย ซึ่งทั้งคู่ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อไปรอรถเมล์เข้างานเช้า
สำหรับ ประยุทธ กึ่ม แล้ว จริงอยู่ที่เขาไม่ต้องตื่นเช้าก็เข้างานทัน เพราะเขาเข้างาน 5 โมงเย็น มีเวลาเหลือเฟือ
แต่เขาก็ไม่เคยเลยที่จะปล่อยให้ความเช้าเดินทางผ่าน โดยปล่อยให้เขาหลับ
เขามักจะตื่นหลังจากพี่สาวและพี่เขยออกไปทำงานแล้ว ก่อนจะอาบน้ำและออกจากห้องไป
โดยบางวันเขาไม่ได้กำหนดจุดหมายไว้เลย เขารู้แต่เพียงว่าถ้าไปแล้วกลับมาเข้างานทันเขาก็จะไป
ประยุทธ กึ่ม จึงเริ่มทำความรู้จักกรุงเทพฯ ตั้งแต่บัดนั้นเช้านี้เป็นอีกวันที่เขาพาตัวเองเดินทางผ่านผู้คน ร้านค้า ร้านตัดผม ข้ามสะพานลอย
ลงรถไฟฟ้า ขึ้นรถเมล์ ข้ามทางม้าลาย เดินสวนทางกับขอทาน หมาชรา
สุดกลิ่นมลพิษทางอากาศสลับน้ำเน่าในลำคลอง มองดูนกพิราบสลัดขน
ก่อนจะพาตัวเองเข้าไปในมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อไปหาความหมายบางอย่างประยุทธ กึ่ม นั่งลงบนเก้าอี้ยาว ก่อนจะหันซ้ายหันขวามองผู้คนรอบข้างไปมา
บรรยากาศของนักศึกษากับกลิ่นตัวของตำราเรียนลอยเข้ามาในความคิดของเขาอีกครั้ง
ก่อนจะค่อยๆ จางหายไปเพราะกลิ่นกาแฟที่ลอยมากวักมือเรียกเชิญเชื้ออย่างกันเอง
วัฒนธรรมการกินกาแฟของที่นี่ไม่ธรรมดาเลย ประยุทธ กึ่ม
สังเกตเห็นว่านักศึกษาที่นี่จะจับกลุ่มปรึกษาหารือกันอย่างกันเอง บางกลุ่มมีหนังสือพิมพ์กางอ่าน
บางกลุ่มสบตาผ่านปรัชญาส่วนตน ที่สำคัญ ทุกกลุ่ม ทุกคน จะขาดไม่ได้เลยกับถ้วยกาแฟ
แต่ที่ดูจะแปลกและเพี้ยนไปจากที่อื่นก็คือ ภาชนะใส่น้ำชานั่นเอง
ซึ่งแทนที่จะเป็นกาหรือถ้วยเซรามิก ดินเผา แต่มันกลับกลายเป็น ขวดน้ำเปล่าที่ใช้แล้ว
โดยมีหลอดดูดประยุกต์แทนเชือกคล้องไว้บริเวณคอขวด เพื่อป้องกันความร้อน
ประยุทธ กึ่ม ทึ่งในสิ่งประดิษฐ์นี้เหลือเกิน ก่อนจะรู้ทีหลังว่า เป็นเพราะที่นี่คนกินกาแฟเยอะ
กาใส่ชาไม่พอ เมื่อก่อนใครอยากกินชาก็ต้องต่อคิวกัน
จึงมีคนคิดประดิษฐ์สิ่งนี้ขึ้นมาทดแทน
และในที่สุดก็ไม่ต้องเข้าคิวพึ่งกาน้ำร้อนใส่ชาตัวเป็นๆ อีกต่อไป