เสื่อผืนหมอนใบ

posted on 15 Jul 2010 11:23 by sainamsailom2007 in S-STORY

1. เรื่องของจอผืนผ้า
 
จะว่าไปแล้วไอ้อาการชอบดูหนังของผมนั้นเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ผมชักไม่แน่ใจเท่าไหร่ แต่ก็พอจะมีความจำลางๆ ว่า
น่าจะประมาณตอนสมัยเรียนชั้นประถม จำได้ว่าหนังกลางแปลงที่มาฉายในหมู่บ้านหรือบ้านใกล้เคียงนั้น ผมจำชื่อได้หมด ไล่ตั้งแต่ดั้งเดิมเลย แก้วพลภาพยนตร์ นาจาภาพยนตร์ โรงเตาฟิล์ม นันทวันภาพยนตร์ ฯลฯ และหากจะถามถึงพื้นฐานการดูหนังของผมนั้น ผมคงตอบได้เพียงว่า ผมไม่มีพื้นฐานใดๆ เลย อาศัยความชอบในเสียงกระหึ่มของเครื่องเสียง ความสามารถของนักแสดงที่ชอบ และความสนุกสนานที่ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ แน่นอนผมไม่รู้จักผู้กำกับ ผมไม่รู้จักคนตัดต่อ ไม่รู้จักผู้อำนวยการสร้าง อาจเพราะความเยาว์ ผมรู้จักแต่เพียงว่า ภาพที่นักแสดงสวมบทบาทในการแสดงนั้นเหมือนว่ามันเป็นเรื่องจริง โกรธกันจริง ร้องไห้จริง เตะ ต่อยกันจริงๆ บางครั้งเหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ มันทำให้ผมมีความรู้สึกร่วมด้วยในหนังแต่ละเรื่อง ประโยคบอกเล่าของ อัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อก ที่ว่า "ผมไม่ได้กำกับการแสดง แต่ผมกำกับอารมณ์คนดูต่างหาก" ยังใช้ได้ดีในสมัยนั้นและสมัยนี้ 
 
และด้วยความชอบส่วนตัวเรื่องการดูหนังของผม ผมจึงไม่ละเลยที่จะเจียดพื้นที่ความทรงจำของตัวเองแบ่งเป็นที่เก็บความสุขวัยเยาว์ ด้วยเทคโนโลยีและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป หนังกลางแปลงจึงเริ่มเลือนหายไปจากวิถีชีีวิตของคนชนบท บรรยากาศการหอบเสื่อ หอบหมอน ผ้าห่มคลุมโปง เดินลัดทุ่ง ก็หายไป บรรยากาศการนั่งตากน้ำค้างดูหนังที่มีเส้นแบ่ง (Rainbow Effect) ชมการแสดงผ่านจอสี่เหลี่ยมผืนผ้าจึงค่อยๆ เลือนหายไป อาจยังหลงเหลืออยู่บ้างในบางท้องที่ แต่ก็ดูจะน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน พูดถึงทุกวันนี้ ใครอยากจะดูหนังสักเรื่อง ก็ไม่ต้องใจจดรอคอยให้เสียอารมณ์ ว่าบ้านไหนจะมีงาน วัดไหนจะทำบุญฉลอง แค่เดินเข้าร้านเช่าหนัง กลับมานอนเปิดพัดลมหรือแอร์นอนดูอยู่บ้าน หรือไม่ก็ดูออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องแบกสังขารทนเหน็บหนาวหรือนั่งบ่นเสียอารมณ์เวลาฟิล์มไหม้
 
 
2. บรรยากาศบาดอารมณ์
 
 โดยปกติแล้ว ไอ้การจะได้ดูหนังกลางแปลงสักเรื่องนั้นก็ใช่ว่าจะหาดูกันง่ายๆ ถ้าไม่มีงานบุญหรืองานสำคัญต่างๆ 
 เพราะโดยทั่วไปแล้ว การจะจ้างหนังกลางแปลงสักจอนั้น ก็ดูหนักหนาเอาการอยู่เหมือนกัน ยิ่งถ้าเป็นงานส่วนตัวด้วยแล้ว ถ้าเจ้าภาพไม่กระเป๋าโตจริง ก็ยากที่จะได้ชมหนังกลางแปลง อย่างมากก็กินเลี้ยงกันธรรมดา ครั้นจะรอดูหนังกลางแปลงเร่ นานๆ จะมีมาครั้ง เพราะมันไม่คุ้มค่าฟิล์ม อีกอย่างชาวบ้านจะรอดูหนังฟรีกันเป็นส่วนใหญ่ หากจะยอมเสียตังค์เพื่อดูหนังกลางแปลงล้อมผ้าก็ดูจะตัดสินใจยากอยู่สักหน่อย
 
โดยทั่วไปแล้วชาวบ้านจะรอดูหนังกลางแปลงตามเทศกาลมากกว่า เช่น ช่วงงานบุญกฐินผ้าป่า งานบุญขึ้นบ้านใหม่ งานฉลองวันเกิด งานวัดประจำปี ซึ่งช่วงเทศกาลที่กล่าวมานี้ชาวบ้านก็จะได้ชมหนังกันอย่างจุใจ สำหรับโปรแกรมหนังนั้น ก็จะมีการติดประชาสัมพันธ์ตามป้ายหมู่บ้านบ้าง ข้างกำแพงวัดบ้าง สำหรับผมแล้ว มันเหมือนสวรรค์มาโปรด เมื่ออมยิ้มที่ชื่อหนังกลางแปลงปรากฏ ผมกับบรรดาเพื่อนก็จะลิงโลดดีใจกัน มีการเตรียมตัวกันอย่างดี บางครั้งมีการศึกษาเส้นทางด้วยในช่วงกลางวัน เพราะกลัวหลง โดยเฉพาะที่ไกลๆ จากหมู่บ้าน ส่วนมากเราจะใช้การเดินเท้าไปเสียมากกว่า เดินลัดทุ่งบ้าง ตามทางเกวียนบ้าง ถนนลูกรัง หากไกลหน่อยพวกเราก็อาศัยจักรยานคันเก่ง แต่โดยมากแล้วก็จะเดินเท้ากัน เพราะถ้าหากไกลเกินไปก็หมดสิทธิ์ดู เพราะพ่อกับแม่ไม่อนุญาต ทางออกก็คืออ้อนเอาหรือไม่ก็ต้องอ้างว่ามีญาตหรือคนที่เป็นผู้ใหญ่ไปด้วย 
 
บางครั้งเวลาพวกเราพากันไปดูหนังนั้น ระหว่างทางก็จะมีการจุดประทัดสร้างความสนุกสนานตามรายทาง บางทีก็มีการเล่าเรื่องผีสร้างความหวาดกลัวบ้าง แต่โดยส่วนมากแล้วก็จะคุยกันในเรื่องหนังที่จะฉายมากกว่า เสมือนการวิจารณ์ก่อนชม บางคนคาดเดาว่าเรื่องที่ตนชอบจะฉายตอนไหน เรื่องที่เท่าไหร่ บางครั้งก็ลุ้นกันว่าฝนจะตกไหมแต่ก็มีเพื่อนผมอยู่คนหนึ่งที่ไม่ยี่หระกับฝนฟ้าสักเท่าไหร่ เพราะมันชอบไปหลบอยู่ในเต๊นท์เครื่องฉาย ซึ่งถ้าพวกเราหาเพื่อนคนนี้ไม่เจอก็จะเจอมันอยู่ข้างเครื่องฉายทุกครั้ง บางวันมันยังมีฟิล์มตัดที่คนคุมเครื่องฉายตัดทิ้งมาอวดพวกเราด้วย
 
 ในหนึ่งคืนโดยมากแล้วจะมีหนังฉายควบไม่เกิน 5 เรื่อง เพราะ 5 เรื่องที่ฉายจะจบพอดีตอนรุ่งเช้า และโดยปกติพวกผมก็จะดูกันจนถึงเช้า จึงไม่แปลกที่ชาวบ้านจะเจอพวกผม กลับเข้าบ้านเวลาเช้าตรู่ บางครั้งผมกลับถึงบ้านก็พบว่าแม่กำลังก่อไฟหุงข้าว แต่ดีหน่อยที่หนังกลางแปลงจะนิยมฉายกันในวันหยุด จึงไม่เป็นปัญหาในเรื่องการอดหลับอดนอนในการไปโรงเรียนของผม 
 
และหากจะพูดถึงของขบเคี้ยวระหว่างการชมหนังนั้น ก็คงไม่พ้นข้าวโพดคั่ว ถั่วต้ม มันต้ม หรือไม่ก็ข้าวโพดปิ้ง เม็ดมะขามคั่วก็มี แต่ที่นิยมกันมาก ก็คงจะหนีไม่พ้น ส้มตำ ผัดหมี่ ยิ่งส้มตำแล้วถือว่าเป็นเครื่องมือเปดเปลือกตาได้ดีที่สุด เป็นยาแก้ง่วง ได้ชะงัดนัก หากจะพูดถึงกาแฟแก้ง่วงในยามนั้นคงไม่เหมาะ เพราะผมยังแบเบาะอยู่ ไม่ประสีประสาเลยในกาแฟ 
 
จะว่าไปแล้ว การที่ชาวบ้านแบกสังขาร หอบเสื่อ ผ้าห่ม จูงลูกหลาน มานั่งตากหมอกดูหนังกลางแปลงนั้น ก็ดูจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ดูดีเหลือเกินหากจะเรียกว่าความสุขบ้านๆ การได้มาผ่อนคลายโดยการนั่งดูหนังสักเรื่อง หัวเราะ ร้องไห้ อิงไปกับบทบาทของตัวละครในจอ บางครั้งผมก็อดที่จะรู้สึกดีไม่ได้กับอมยิ้มที่ชื่อ "หนังกลางแปลง" 

Comment

Comment:

Tweet